<?xml version="1.0" encoding="utf-8"?><rss version="2.0" xmlns:content="http://purl.org/rss/1.0/modules/content/" xmlns:wfw="http://wellformedweb.org/CommentAPI/" >
<channel>
<title>Home'cim </title>
<link>http://cim.nireblog.com</link>
<description> </description>
<pubDate>Tue, 09 Feb 2010 20:19:37 +0100</pubDate>
<image>
<title>Home'cim </title>
<url>http://files.nireblog.com/blogs/cim/gravatar.gif</url>
<link>http://cim.nireblog.com</link>
</image>
<generator>http://nireblog.com</generator>
	<item>
	<title>ช่องเขาขาด : Hellfire Pass</title>
	<link>http://cim.nireblog.com/post/2007/12/07/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94-hellfire-pass</link>
	<guid>http://cim.nireblog.com/post/2007/12/07/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94-hellfire-pass</guid>
		<description><![CDATA[<p>อัพเดทช้าอีกแล้ว พออัพเดทช้าจึงรู้สึกว่าต้องเขียนอะไรสักหน่อยเป็นคำขอโทษ ขอเล่าให้ฟังถึงพิพิธภัณฑ์น่าสนใจที่ได้ไปชมมาเมื่อเร็วๆ นี้ ที่<a href="http://www.dva.gov.au/commem/oawg/thailand.htm">อนุสรณ์สถานช่องเขาขาด</a> ทางรถไฟไทย-พม่า ที่กาญจนบุรี (<a href="http://www.dva.gov.au/commem/oawg/Directions_to_Hellfire_Pass.pdf">แผนที่ pdf</a>)เป็นพิพิธภัณฑ์ดีมากๆ ไม่ค่อยเหมือนพิพิธภัณฑ์ที่เห็นในไทย (อาจเพราะฝรั่งเป็นคนทำ โดยได้ทุนสนับสนุนจากรัฐบาลออสเตรเลีย)</p>
<p>พิพิธภัณฑ์แห่งนี้ทำให้ได้รู้เรื่องราวเกี่ยวกับประวัติศาสตร์การก่อสร้างทางรถไฟสายมรณะ จากไทยไปพม่ามากขึ้นอีกมาก ช่วงสงครามโลกครั้งที่ 2 ญี่ปุ่นต้องการเส้นทางขนส่งที่ปลอดภัยระหว่างสิงคโปร์และพม่า จึงสร้างทางรถไฟความยาว 415 กิโลเมตรนี้ขึ้น จากบ้านโป่งไปถึงตันบูซายัต วิศวกรอังกฤษเคยสำรวจความเป็นไปได้นี้แล้ว ก็ยังไม่สร้างเพราะบอกว่าเป็นเส้นทางที่โหดร้ายทารุณเกินไป แต่ญี่ปุ่นลงมือสร้างโดยใช้แรงงานจากเชลยศึกชาวอังกฤษ ออสเตรเลีย ดัตช์ อเมริกา กว่า 60,000 คน และแรงงานรับจ้างชาวเอเชียอีกกว่า 200,000 คน โครงการนี้ประเมินแต่แรกว่าจะใช้เวลาสร้าง 5 ปี แต่ญี่ปุ่นเร่งสร้างให้เสร็จภายใน 20 เดือน</p>
<p>ทางรถไฟนี้สร้างด้วยแรงงานคนเป็นหลัก โดยมีอุปกรณ์และเครื่องมือทันสมัยช่วยน้อยมาก โรคภัยและการขาดอาหาร รวมถึงการต้องทำงานหนักถึงวันละ 16 ชั่วโมง ทำให้มีผู้เสียชีวิตจำนวนมากในการสร้างทางรถไฟนี้ เชลยศึกกว่าหนึ่งหมื่นคนเสียชีวิต ส่วนแรงงานรับจ้างชาวเอเชียเสียชีวิตเกือบ 1 แสนคน</p>
<p>เมื่อเข้าไปยังอนุสรณ์สถานแห่งนี้ เราจะเข้าไปยังตึกเล็กๆ ที่แสดงข้อมูล แผนที่จำลอง ตัวอย่างเครื่องมือและข้าวของต่างๆ ในการสร้างทางรถไฟ รวมทั้งหนังสั้น 7 นาทีที่ฉายภาพชีวิตเชลยศึก น่าชื่นชมที่ข้อมูลทุกอย่างมี 2 ภาษา ทั้งไทยและอังกฤษ (แม้บรรดาเหล่าหูตาซุกซนซึ่งเป็นนิสัยอันแก้ไม่ได้ จะเห็นและซุบซิบถึงความผิดพลาดในการแปล และการสะกดภาษาไทยชนิดชวนคันไม้คันมือบ้าง) แต่ต้องเรียกว่าข้อมูลดีมาก คุณภาพดี ดอททึ่งพิพิธภัณฑ์นี้มาก เมืองไทยมีสถานที่เช่นนี้อยู่ด้วยหรือนี่</p>
<p>เมื่อเข้าไปจะมีหนังสั้นฉายแนะนำเกี่ยวกับอนุสรณ์สถานแห่งนี้ ดอทคิดว่าหนังเรื่องนี้มีสองภาษา แต่ขณะไปถึงมีกลุ่มนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่พอดี ดังนั้นเสียงบรรยายจึงเป็นภาษาอังกฤษ เมื่อดูจบและอ่านข้อมูลคร่าวๆ จึงเดินเข้าไปชมอีกห้องหนึ่งซึ่งแสดงงาน ห้องนี้มืด บรรยากาศมีพลังชวนให้น่าเกรงขามและน่าเคารพ ที่ดีมากคือเขาสร้างโครงสร้างเลียนแบบทางรถไฟ ทำให้ได้อารมณ์หลอนๆ และเงียบงันอย่างประหลาด มีห้องฉายหนังมีภาพจริงจากชีวิตเชลยศึกทำดีมาก หนังสั้นนี้ไม่มีเสียงบรรยาย มีแต่เสียงดนตรีและคำบรรยายทั้งไทยและอังกฤษ ดูแล้วทรงพลังมาก ทั้งน่าหดหู่และน่าเศร้าใจ หลังจากได้อ่านข้อมูลต่างๆ มาแล้ว เมื่อมาดูหนังเรื่องนี้ เสียงเพลงประกอบทุกเสียงในหนังดังก้องในใจ</p>
<p>ที่ตึกนี้มีทางเดินออกไปชมวิวที่สวยมาก ปลายสุดทางเดินเป็นอ่างใส่ดอกไม้สวย เป็นสัญลักษณ์ของสันติภาพ ทำให้มีบรรยากาศเยือกเย็น ทั้งสวยทั้งวังเวง</p>
<p>ต่อจากนั้น ผู้ชมที่สนใจสามารถเดินออกจากตัวตึกเพื่อชมช่องเขาขาด ซึ่งเป็นหนึ่งในพื้นที่ทุรกันดารของทางรถไฟไทย-พม่า ทางรถไฟสายนี้สร้างผ่านเส้นทางหฤโหดจำนวนมาก หนึ่งในนั้นคือช่องเขาขาด ซึ่งเชลยต้องขุดเขาให้เป็นร่องเพื่อสร้างทางรถไฟ ชื่อภาษาอังกฤษของเส้นทางนี้คือ Hellfire Pass ในช่วงท้ายของการสร้างทางรถไฟ ญี่ปุ่นเร่งสร้างทั้งกลางวันกลางคืน ข้อมูลจากอนุสรณ์สถานเขียนไว้ว่า "ที่บริเวณซึ่งทำการตัดช่องเขาขาดนั้น แสงแวบๆ จากกองไฟส่องกระทบเรือนร่างที่ผอมโซของคนงาน จึงเป็นที่มาของชื่อ ช่องไฟนรก (Hellfire Pass)" แม้แต่เอกสารแจกของอนุสรณ์สถานแห่งนี้ยังทำดีมาก ใครทำพิพิธภัณฑ์ควรดูไว้เป็นตัวอย่าง</p>
<p>ทางเดินไปชมช่องเขาขาดต้องเดินลงบันได และเดินเท้าเป็นระยะประมาณ 300 เมตร น่าชมอีกแล้วว่าเขาช่างทำดีจริงๆ ทางเดินเท้านี้เป็นพื้นหินก้อนเล็กก้อนน้อย เดินด้วยรองเท้าที่สบายยังไม่สบาย ชวนให้นึกถึงเชลยสมัยนั้นจำนวนมากที่ต้องเดินเท้าเปล่า ว่าจะทุกข์ยากเพียงใด ที่ช่องเขาขาดนั้นเป็นช่องลึก ทั้งสวยมากและน่าทึ่งว่าคนเราหรือนี่ที่ทำสิ่งนี้ได้ด้วยมือ บริเวณนั้นเย็นชื้น ที่พื้นมีแต่หญ้ามอสส์ขึ้น เป็นความสงัด ศักดิ์สิทธิ์ น่าเคารพ ที่น่าชมอีกอย่างคือทั่วบริเวณนั้นสะอาดเหลือเกิน อีกทั้งมีแต่ความเงียบ เป็นที่ที่จะทำให้เรารำลึก เรายังเห็นผีเสื้อ เห็นแมลง สิ่งเดียวที่ทำให้ดอทตกใจคืองู ซึ่งสุดท้ายเขาก็ไปซ่อน แม้ว่าดอทจะทำใจอยู่นานกว่าจะยอมเดินผ่านบริเวณนั้น</p>
<p>ใครอยากเดินชมทางรถไฟสายเก่าสามารถเดินเท้าต่อไปได้ถึง 4 กิโลเมตร (<a href="http://www.dva.gov.au/commem/oawg/Hellfire_Pass_walking_map.pdf">แผนที่ทางเดินเท้า pdf</a>)</p>
<p>อนุสรณ์สถานแห่งนี้ช่างแตกต่างจากหลายแห่งในไทย ไม่มีส้มตำ ลูกชิ้นปิ้งขายกันเอิกเกริกอึกทึก ไปเห็นวิวแม่น้ำแควคราวนี้เต็มไปด้วยแพซึ่งสร้างทรรศนะอุจาด แถมได้ยินว่าตกกลางคืน แพบางแห่งจะกลายร่างเป็นคาราโอเกะอีกด้วย ช่างเป็นอะเมซิ่งไทยแลนด์จริงๆ</p>
<p>พิพิธภัณฑ์แห่งนี้เข้าชมฟรี อยากชวนไปชมถ้าคุณแวะผ่านเมืองกาญจน์ อย่าลืมใส่รองเท้าสบายๆ ไป ควรพกน้ำดื่มติดตัวไปด้วยขณะเดินลงไปชมช่องเขาขาด เพราะขาขึ้นบันไดชันคงทำให้คอแห้งพอแรง</p>
<p>ขากลับยังมีของหวาน เพราะเมื่อออกมาที่ถนนใหญ่นอกพิพิธภัณฑ์ ฝั่งตรงข้ามเป็นร้านต้นไม้ที่เรียกเสียงกรี๊ดจากบรรดาสาว-สาว-สาว ทำให้ต่างเริงร่าไปชมและซื้อต้นไม้แบบตัวใครตัวมัน ได้ต้นไม้กลับอีกพะเรอ เหมือนผีเสื้อโบยบินออกไปหาดอกไม้ อากาศที่นั่นทำให้เขาปลูกกล้วยไม้สวยจนน่าละเมอ ราคาหรือก็ไม่แพงเลย (ดอทว่าน่ารักจริงๆ เวลาผู้หญิงพากันกรี๊ดเมื่อผ่านร้านต้นไม้) ดอทได้ต้นไม้สวยถูกใจมา 3 ต้น หวังว่าเอากลับมาเลี้ยงที่กรุงเทพแล้วเขาจะยังสบายดี</p>
<p>เฟลิซิตี้เพิ่มเนื้อหาใหม่ส่วนสปอนเซอร์เว็บ เนื่องจากคนเราต้องกินต้องใช้ ดังนั้นจึงรับโฆษณาเสียบ้าง โฆษณาแรกเป็นนิตยสาร <em>Surreal Family</em> นิตยสารแห่งอนาคต ดูภาพปกแล้วคงเห็นด้วยว่าน่าอ่านพอใช้ เนื้อหาส่วนนี้ดูแลโดย พาเหียร ใครสนใจติดต่อขอลงสปอนเซอร์เว็บ โปรดติดต่อที่อีเมลข้างล่างนี้<br />  </p>
<p><font color="#ff99cc"><strong>เฟย์</strong></font> <font color="#666666">  ๒๗ กันยายน ๒๕๕๐</font></p>
<p><a href="http://cim.nireblog.com/post/2007/12/07/%e0%b8%8a%e0%b9%88%e0%b8%ad%e0%b8%87%e0%b9%80%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%82%e0%b8%b2%e0%b8%94-hellfire-pass#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Fri, 07 Dec 2007 15:13:33 +0100</pubDate>	</item>
	<item>
	<title>S K Y </title>
	<link>http://cim.nireblog.com/post/2007/11/16/s-k-y</link>
	<guid>http://cim.nireblog.com/post/2007/11/16/s-k-y</guid>
		<description><![CDATA[<p><strong><font size="4">S K Y</font></strong><br />   <font color="#666666">
<p>I should have begun with this; the sky.<br /> A window minus sill, frame, and panes.<br /> An aperture, nothing more,<br /> but wide open.</p>
<p>I don't have to wait for a starry night,<br /> I don't have to crane my neck<br /> to get a look at it.<br /> I've got the sky behind my back, at hand, and on my eyelids.<br /> the sky binds me tight<br /> and sweeps me off my feet.</p>
<p>Even the highest mountains<br /> are no closer to the sky<br /> than the deepest valleys.<br /> There's no more of it in one place<br /> than another.<br /> A mole is no less in seventh heaven<br /> than the owl spreading her wings.<br /> The object that falls in an abyss<br /> falls from sky to sky.</p>
<p> </font>
</p>
<p><a href="http://cim.nireblog.com/post/2007/11/16/s-k-y#comments">Comments</a></p>]]></description>
	<pubDate>Fri, 16 Nov 2007 14:41:46 +0100</pubDate>	</item>
</channel>	
</rss>
 
